3 เรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับ “กฎ” สุดประหลาด

Home » บทความแนะนำ » 3 เรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับ “กฎ” สุดประหลาด

3 เรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับ “กฎ” สุดประหลาด

เพื่อน ๆ ชอบฟังเรื่องผีกันไหมครับ? ผมเป็นคนหนึ่งที่ก่อนจะนอนเนี่ยชอบฟังเรื่องผีมาก ๆ วันนี้ผมเลยจะมาว่ากันถึงเรื่องเล่าสยองขวัญ ที่ในปัจจุบันมีวิธีการถ่ายทอดเรื่องเล่าหลากหลายรูปแบบมาก ๆ เริ่มจากเบสิคก็เล่าปากต่อปาก แบบเรียล ๆ คือเล่าตามลำดับที่ผู้มีประสบการณ์ไปพบเจอมา อย่างรายการ The Ghost Radio, The shock, อังคารคลุมโปรง และอื่น ๆ อีกมากมาย

ฉีกมาหน่อยก็อย่าง Joylada.com ที่เขาจะใช้วิธีการเล่าเหมือนเพื่อนพิมพ์แชทคุยกัน ให้ฟีลแบบเรียล ๆ เหมือนเรากำลังอ่านแชทคุยกับเพื่อนอยู่จริง ๆ และก็มีอีกหลากหลายรูปแบบที่คนจะสรรหามาครีเอทเพื่อให้ดูน่าสนใจ

แต่ที่ผมจะพูดถึงวันนี้จะเป็นเรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับ​ “กฎ” สุดแปลก ต้องบอกก่อนเลยว่ามันเป็นความชอบส่วนตัวของผมด้วยแหละ เพราะมันอ่านง่ายดี มีเป็นข้อ ๆ และมันจะพีคขึ้นเรื่อย ๆ และผมก็ได้รวบรวมเรื่องเล่าสุดสยองขวัญเกี่ยวกับกฎมาให้เพื่อน ๆ ได้หลอนกันในฮาโลวีนนี้ จะมีเรื่องอะไรบ้าง หลอนแค่ไหน และจะเป็นอย่างไร ไปลองอ่านกันครับ (ผมจะแปะลิงก์เรื่องเล่าใน Youtube ไว้ให้ด้วยเผื่อเพื่อน ๆ คนไหนขี้เกียจอ่านนะครับ )

มีคนจ้างผม 150,000 ให้นั่งอยู่ในห้องๆหนึ่งเป็นเวลาเจ็ดวัน มันไม่คุ้มกับเงินที่ได้เลย

ผมได้รับการติดต่อจากบริษัทจัดหางาน โดยไม่รู้มาก่อนเลยว่าผมจะต้องทำงานให้ใครหรือลักษณะงานนั้นเป็นแบบไหน ผมรู้อย่างเดียวว่าค่าจ้างมันดีงามมาก สัญญาจ้างหนึ่งอาทิตย์โดยจ่ายให้คืนละ 22,000 บาท จำนวนเงินนั้นมากพอที่จะจ่ายหนี้บัตรเครดิตของผมสองสามใบแถมยังเหลือจ่ายค่าเช่าบ้านจนถึงเดือนหน้าอีกต่างหาก และด้วยค่าจ้างที่เยอะขนาดนั้นผมพูดเลยว่าผมแทบจะยอมทำทุกอย่าง อยากรู้เหลือเกินว่าตอนนั้นผมจะต้องเจอกับอะไร

ตอนที่ผมเดินทางมาถึงตามที่อยู่ที่ได้มาผมค่อนข้างประหลาดใจอยู่นิดหน่อย มันเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างถนนลูกรังลึกเข้ามาในป่าที่อยู่ตรงกลางระหว่างเมืองสองเมือง ป้ายขนาดใหญ่ข้างนอกสลักคำว่า SynthetiCorp. ข้างในมีอาคารสีขาวที่มีสามชั้น เป็นอาคารธรรมดาๆที่ไม่มีเครื่องหมายหรือป้ายอะไรกำกับไว้ ซึ่งเห็นแบบนั้นแล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันถูกสร้างเพื่อจุดประสงค์อะไรกัน นี่ยังไม่ได้พูดถึงสถานที่ตั้งที่ดูลึกลับซับซ้อนอีกด้วยนะ แต่ฟังจากชื่อของมันแล้ว ผมเดาว่ามันน่าจะเป็นบริษัทวิจัยอะไรสักอย่าง ผมอาจจะได้ไปเก็บกวาดกากกัมมันตรังสีหรืออะไรทำนองนั้น แต่ถ้าค่าจ้างเยอะขนาดนั้นแล้วละก็ ผมคิดว่ามันก็คุ้มที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยง

หลังจากที่เข้ามาในตึกและพบกับพนักงานต้อนรับเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็พาผมไปที่ห้อง 371 ที่อยู่บนชั้นสองเพื่อนั่งรอเจ้านายใหม่ของผมที่ชื่อคุณอัล สภาพภายในห้องดูเหมือนสำนักงานหรือออฟฟิศทั่วๆ ไปถึงแม้บางอย่างจะดูแปลกตาไปสักหน่อย เช่น พื้นที่ปูด้วยพรมแดง ผนังที่ทาด้วยสีขาวและไม่มีหน้าต่างสักบาน ในห้องมีเพียงโต๊ะทำงานหกตัว แบ่งออกเป็นสามแถว แถวละสองโต๊ะ แต่ละโต๊ะมีคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องตั้งอยู่ ด้านหลังห้องมีกระจกสะท้อนทางเดียวบานใหญ่ ซึ่งทั้งสองข้างของกระจกจะมีบันไดที่พาเข้าไปยังห้องที่อยู่หลังกระจกบานนั้น ภายในห้องหลังกระจกจะมีโต๊ะและเก้าอี้ตั้งอยู่อย่างละตัว บนโต๊ะมีโทรศัพท์บ้านเครื่องหนึ่งวางอยู่ ผมเดาว่ามันน่าจะเป็นห้องของหัวหน้าที่เอาไว้ใช้สังเกตการณ์ลูกน้องของตัวเอง นอกจากที่ผมบอกในห้องนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจอีกแล้ว เว้นเสียจากว่าถังขยะกับกระถางต้นเฟิร์นที่อยู่ตรงมุมห้องมันจะดูน่าประหลาดสำหรับคุณ

แล้วชายสูงอายุคนหนึ่งก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง เขาตรงมาที่ผมแล้วจับมือทักทายพร้อมกับแนะนำตัวเองว่าเขาชื่ออัล เขาท่าทางดูรีบมากและไม่รอช้าที่จะอธิบายงานที่ผมต้องทำให้ฟัง สิ่งที่ผมต้องทำคืออยู่ในห้องนี้ตั้งแต่สองทุ่มยันหกโมงเช้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปทุกคืนจนครบอาทิตย์ เขาทิ้งเบอร์ติดต่อและกระดาษที่มีกฎข้อบังคับต่างๆ เอาไว้ด้วย พร้อมกับเน้นย้ำว่ากฎทุกข้อนั้นสำคัญและผมต้องปฏิบัติตามที่มันระบุไว้ทุกอย่าง หลังจากที่เขาเห็นว่าผมเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดเป็นอย่างดีแล้ว เขาก็เดินออกจากห้องนี้ ทิ้งให้ผมเริ่มงานในคืนแรกอย่างสงบสุข แล้วปิดประตูทางออกไป

แค่นี้เหรอ ? จริงดิ ? นั่งโง่อยู่ในห้องสิบคืนแค่นั้น ?

ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงถูกจ้างด้วยจำนวนเงินถึง 22,000 ต่อวันเพื่อนั่งอยู่ในห้องเฉยๆ แต่จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของผมมันได้สอนผมว่าเราไม่ควรจะปล่อยโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามาให้หลุดมือไป ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ในห้องสังเกตการณ์พร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสุขบนใบหน้าและเริ่มอ่านกฎที่เขียนไว้ในกระดาษ มันมีทั้งหมดสิบข้อด้วยกันและเป็นสิบข้อที่ทำให้ผมปวดหัวเสียจริง

1. ในทุกคืนเมื่อถึงเวลา 20.00 น. ล็อกประตูห้องและห้ามออกจากห้อง “ไม่ว่ากรณีใดๆ” จนกว่าจะถึงเวลา 6.00 น. เพราะฉะนั้นคุณควรกะเวลาเข้าห้องน้ำหรือการรับประทานอาหารให้ดี ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาในห้องเด็ดขาด

2. “ห้าม” ใช้คอมพิวเตอร์ของแฮงค์เด็ดขาด มันเป็นคอมพิวเตอร์ตัวที่อยู่ตรงประตูทางออกของห้อง อย่าให้ใครไปแตะต้องมันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามซึ่งรวมถึงแฮงค์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องเองด้วย

3. ถ้าโทรศัพท์ดังให้รับสายแต่ห้ามพูดอะไรเด็ดขาด ไม่ว่าปลายสายจะพูดอะไรก็แล้วแต่คุณห้ามตอบอะไรกลับไป และวางหูโทรศัพท์ทันทีหลังจากที่เวลาผ่านไปสองนาทีแล้ว

4. ห้ามให้คนทำความสะอาดเข้ามาในห้อง บริษัทเราไม่มีพนักงานตำแหน่งนี้

5. ถ้าคนที่มาเคาะประตูไม่ใช่คนทำความสะอาดก็ให้เขาเข้ามาข้างในได้แต่อย่าคุยกับเขา ห้ามมีปฏิสัมพันธ์กับเขาไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ถ้าเขาออกจากห้องไปแล้วก็ให้ปิดประตูและล็อกไว้เหมือนเดิม

6. ถ้าจู่ๆ ถังขยะย้ายไปอยู่ที่อื่น ให้รีบหยิบมันมาวางไว้ตรงมุมห้องที่เดิมทันทีที่คุณสังเกตเห็น

7. ถ้าผมแวะมาเยี่ยม เปิดประตูให้ผมถ้าผมรู้รหัสลับ

8. เมื่อถึงเวลา 21.30 น.ให้คุณไล่เปลี่ยน URL ใน Browser ที่อยู่ที่หน้าจอของคอมพิวเตอร์ทุกตัวโดยไม่ให้ซ้ำกัน (ยกเว้นคอมของแฮงค์) หากมีภาพอะไรประหลาดๆ โผล่ขึ้นมาที่หน้าจอก็อย่าไปสนใจ ให้คุณทำตัวตามปกติ

9. ถ้าคุณเห็นฮาร์วี่ก็หยิบขนมที่อยู่ที่โต๊ะของลิซ่า (โต๊ะตรงข้ามแฮงค์) มาให้มันกินด้วย

10. ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินให้โทรมาหาผม แต่อย่าโทรหลัง 22.05 น. เป็นอันขาด

ข้างล่างของกระดาษมีอีกหนึ่งประโยคถูกเขียนอย่างลวกๆ ไว้ด้วยปากกาว่า “ไม่มีใครเคยอยู่ถึงคืนที่สาม ขอให้โชคดีนะ”

มันทำให้ผมนั่งงงอยู่พักใหญ่ๆ คนที่ชื่ออัลนี่เป็นคนบ้าหรือยังไงกันแล้วทำไมถึงไม่มีใครอยู่ทำงานนี้จบครบอาทิตย์เลยสักคน บางทีพฤติกรรมประหลาดของคุณอัลอาจจะทำให้พนักงานคนก่อนลาออกไป เขาคงรู้สึกไม่ปลอดภัยที่มีนายจ้างสติสตังแบบนี้ แต่แค่นี้มันก็ไม่ได้ทำให้ผมกลัวหรอก ถึงคุณอัลจะบ้าแต่ผมก็ยินดีที่จะรับค่าจ้างจำนวนมหาศาลจากเขาแลกกับการนั่งเฉยๆ พร้อมกฎหยุมหยิมไม่ก็ข้อ งานนี้โคตรหมูเลย ผมคิดอย่างนั้นนะ

คืนแรกมันน่าเบื่อมาก ทุกอย่างช่างดูปกติ — ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักครั้ง ทั้งๆ ที่ผมเตรียมรับมือกับกฎที่เขียนเอาไว้เป็นอย่างดี ตอน 21.30 น. ผมก็ไล่เปลี่ยน URL ในคอมพิวเตอร์ อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมได้ขยับร่างกายบ้างไม่ใช่เอาแต่นั่งอยู่เฉยๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะคืนต่อมามันก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนเดิม

คืนที่สองทุกอย่างก็เริ่มต้นเหมือนปกติ ผมพยายามทำตัวเองให้คุ้นชินกับการอยู่กลางคืนยาวๆ แบบนี้ ผมกินข้าวมาจนอิ่มท้องพร้อมกับเคลียร์กระเพาะปัสสาวะเรียบร้อยก่อนจะขังตัวเองไว้ จนเมื่อถึงเวลา 21.25 น. ผมที่กำลังจะเตรียมตัวไปเปลี่ยน URL ในคอมอีกครั้ง ผมก็สังเกตเห็นมัน ถังขยะใบนั้นตั้งอยู่ทางขวามือของหัวบันได ผมจำได้แม่นเลยว่าผมไม่ได้วางมันไว้ที่นั่นสักหน่อย

ผมรู้สึกได้ถึงอะดรีนาลีนที่กำลังถูกสูบฉีดไปทั่วร่างกายก่อนที่ผมจะค่อยๆ สงบสติแล้วยิ้มออกมา ถังขยะ … กฎข้อนั้น … คิดว่าผมโง่ขนาดนั้นเลยรึไงคุณอัล คุณอยู่ในห้องถัดไปใช่ไหมล่ะ คงกำลังตื่นเต้นที่จะได้เห็นผมหน้าซีดตอนเดินออกไปแน่ๆ

ผมรีบลงไปที่ชั้นออฟฟิศแต่ก็ไม่เห็นใครอยู่ในห้อง ผมจึงเดินไปที่ประตูทางออกและลองหมุนลูกบิด มันก็ยังล็อกอยู่นี่นา

ผมเริ่มเสียขวัญและขนลุกขึ้นมาพร้อมกัน จากนั้นจึงรีบหันไปหยิบถังขยะแล้วเอาวางไว้ตรงมุมห้องที่เดิม ผมมองดูเวลา ตอนนี้ก็ 21.30 น. แล้ว จึงวิ่งลงมาเปลี่ยน URL ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ขณะเดียวกันในใจผมก็ยังคิดในแง่ดีว่าผมอาจจะเผลอหยิบถังขยะวางไว้ตรงนั้นเอง หลังจากที่ข้ามคอมพิวเตอร์ของแฮงค์ ผมก็มาเปลี่ยน URL ของคอมเครื่องที่หกซึ่งเป็นเครื่องสุดท้าย ตอนที่ผมเปลี่ยนเสร็จแล้วและกำลังจะเขยิบตัวออกมา ก็มีภาพอะไรบางอย่างที่ดูน่าประหลาดปรากฏขึ้นที่หน้าจอ

มันเหมือนเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องห้องหนึ่ง ซึ่งคล้ายกับห้องที่ผมอยู่ในตอนนี้มาก และผมก็เห็นภาพของตัวเองกำลังก้มมองที่จอคอมพิวเตอร์ ผมจึงหันไปมองทางด้านหลังแต่ก็ไม่พบกล้องตรงไหนสักตัว แต่ในตอนนั้นเองที่ผมหันกลับมามองที่จอคอม ผมก็เห็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมากๆ

ผมเห็นตัวผมอีกคนหนึ่ง เดินออกมาจากห้องสังเกตการณ์ มันเดินเข้ามาหาผมจากทางด้านหลังพร้อมกับหยิบ Hard drive อันหนึ่งมาจากโต๊ะคอมในห้อง แล้วยกมันขึ้นเตรียมที่จะทุบใส่ผม ผมจึงหันกลับไปและยกแขนขึ้นมาป้องกันอย่างรวดเร็ว แต่ … ไม่มีใครอยู่เลย … ผมหันกลับไปมองที่จอคอมและตอนนี้มันก็เปลี่ยนเป็นหน้าเว็บอย่างที่มันควรจะเป็น

ผมวิ่งกลับไปที่ห้องสังเกตการณ์อย่างรวดเร็วและนั่งลงที่โต๊ะ ผมว่ามันชักจะทะแม่งๆ แล้วนะ ผมอยากจะหนีกลับบ้านซะเดี๋ยวนี้เลยแต่ก็พยายามข่มใจตัวเองให้อยู่ต่อ ผมยังสบายดีอยู่นี่นา บางทีคุณอัลอาจจะไม่ได้บ้าและถึงแม้ผมจะไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่เขาก็ดูไม่น่าจะโรคจิตถึงขนาดที่จะจ้างผมมาเพื่อให้โดนทำร้ายนะ แถมผมยังไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยด้วยซ้ำ ถ้าถามผมว่ามันทำให้ผมสติแตกไหม ใช่ แต่ร่างกายของผมก็ยังอยู่ครบสามสิบสอง ไม่ว่าสิ่งที่ผมกำลังเผชิญหน้าอยู่จะคืออะไร แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ทำอันตรายอะไรกับผมเลยจนกระทั่งตอนนี้

ก๊อก …. ก๊อก ….

เสียงเคาะประตูดังขึ้นมา ผมเจอเรื่องน่ากลัวในชีวิตมาเยอะเหมือนกันนะ แต่บอกได้เลยว่าเสียงเคาะเมื่อสักครู่นี้มันทำให้ผมสะดุ้งจนหัวใจจะวายที่สุดแล้ว จากนั้นก็มีเสียงตะโกนดังผ่านประตูเข้ามา

“ผมเป็นคนทำความสะอาดครับ ช่วยเปิดประตูให้ผมเข้าไปทำความสะอาดหน่อยได้ไหมครับ ?”

ผมนึกย้อนไปถึงกฎข้อที่สี่และตัดสินใจนั่งอยู่ที่เดิม ไม่เปิดประตูเขาเข้ามาข้างใน

‘นายทำดีแล้วพวกที่ไม่ให้เขาเข้ามา นายทำตามกฎที่เขียนไว้นี่ ตอนนี้นายก็ยังสบายดีและตราบเท่าที่นายยังทำตามกฎทุกข้อนายก็จะต้องปลอดภัยแน่นอน เรื่องมันก็ง่ายแค่นี้แหละ นายก็รู้นี่’ ผมบอกกับตัวเอง

ก๊อก …. ก๊อก ….

ผมสะดุ้งตกใจอีกรอบ

“ผมต้องเข้าไปทำความสะอาดข้างใน เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”

ผมพยายามตั้งสติและหายใจเข้าลึกๆ ผมทำเป็นไม่ได้ยิน, ไม่สนใจเขาและในที่สุดเขาก็เดินจากไป นี่ถือเป็นความสำเร็จของผมเลยและมันทำให้ผมรู้สึกดีมากเหมือนผมเพิ่งผ่านบททดสอบอันยากลำบากมาได้

จากนั้นผมก็นั่งลุ้นจนตัวโก่งว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ปกติสุขตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ถึงขนาดว่าผมยังเผลอหลับไปช่วงหนึ่งเลยด้วย จนกระทั่งถึงเวลา 02.30 น. บททดสอบใหม่ของผมก็ปรากฏขึ้นมา

แมวตัวหนึ่งกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะที่อยู่ตรงหน้าผม มันเป็นแมวสีเปรอะที่มีลวดลายบนตัวที่ดูสวยงาม ผมตกใจมากตอนที่มันโผล่ออกมา แต่หลังจากนั้นมันก็เดินมาคลอเคลียที่มือของผมด้วยท่าทางที่ดูเป็นมิตร ผมสังเกตเห็นชื่อของมันสลักไว้ที่ปลอกคอ — ฮาร์วี่

ผมรู้ในทันทีว่าควรทำอะไรต่อ ผมเดินไปคุ้ยที่โต๊ะของลิซ่าจนเจอเข้ากับเหยือกที่ข้างในใส่ขนมเอาไว้ ผมจึงเทมันออกมาชิ้นหนึ่งแล้วเอาให้ฮาร์วี่กิน สีหน้าของมันดูมีความสุขมากหลังจากที่ได้ขนมชิ้นนั้นลงท้อง หลังจากที่กินจนอิ่มท้องมันก็กระโดดไปที่ประตูแล้วพุ่งทะลุหายเข้าไปต่อหน้าต่อตาผม ผมช็อกจนอ้าปากค้าง แต่หลังจากที่อาการตกตะลึงนั้นหายไปผมก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก นี่เป็นชัยชนะของผมอีกครั้ง และถึงแม้มันจะฟังดูแปลกไปหน่อยแต่ผมว่าผมชักจะเริ่มชอบงานนี้ขึ้นมาซะแล้ว

กริ๊ง …. กริ๊ง ….

เสียงโทรศัพท์ที่อยู่บนโต๊ะดังขึ้น ผมยังจำกฎของมันได้ ผมยกยกหูโทรศัพท์ขึ้นแล้วหนีบไว้ที่ข้างหูและคอยเหลือบตามองดูเวลา

“เฮ้! นี่ฉันเอง อัล เดี๋ยวฉันจะแวะเข้าไปสักหน่อยนะ พอดีมีงานที่ฉันต้องทำ ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม ?”

ผมเงียบ ไม่พูดอะไร

“ฮัลโหล ? คุณรู้ไม่ใช่เหรอว่าคุณคุยได้ถ้าปลายสายเป็นฉัน รู้ใช่ไหม ?”

ผมหยิบกระดาษที่เขียนกฎพวกนั้นขึ้นมาแล้วอ่านมันทั้งหมดอีกรอบ ไม่มีข้อไหนบอกไว้ว่าคุณอัลจะโทรมา … ผมจึงไม่ตอบอะไร

“แกไม่ควรทำกับเจ้านายของแกแบบนี้นะ! ถ้าแกยังไม่พูดอะไรออกมาละก็ฉันไล่แกออกแน่ แกต้องการแบบนั้นใช่ไหม ?”

ผมยังปิดปากเงียบเหมือนเดิม

“ได้เลย ฉันจะไปหาแกแล้วไล่แกออก ฉันคิดไว้แล้วว่าน้ำหน้าอย่างแกไม่มีทางอยู่ได้เกินคืนที่สองหรอก”

เมื่อครบสองนาที ผมจึงรีบวางหูโทรศัพท์ลง

ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งโล่งใจมากเท่านั้น ผมนึกย้อนกลับไปตั้งแต่ที่ผมเข้างานมาจนกระทั่งตอนนี้ ถึงทุกสิ่งทุกอย่างมันจะดูน่ากลัวและสับสนไปหมด แต่ผมก็ยังไม่ยอมแพ้ ผมจะไม่ยอมให้ไอ้ห้องสี่เหลี่ยมโง่ๆ นี่มาปั่นหัวผมได้หรอก ผมจะอยู่จนถึงเช้าให้ดู

ก๊อก …. ก๊อก ….

“นี่ฉันเอง ลิซ่า ฉันขอเข้าไปหน่อยได้ไหมคะ ?”

ผมเดินไปที่ประตูอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพราะผมก็ต้องทำตามกฎข้อที่ห้า เมื่อเดินไปถึงผมก็เปิดมันออกแล้วผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

“อ้าว! นี่คุณคงเป็นพนักงานใหม่สินะ คุณคิดว่าห้องนี้มันแปลกดีไหมคะ ?”

ผมเดินกลับไปที่โต๊ะของผมในห้องสังเกตการณ์แล้วนั่งลง พยายามทำตัวให้ดูปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลิซ่าเดินตรงมาที่กระจกเหมือนรู้ว่าผมสามารถมองเห็นเธอได้จากข้างใน

“คุณนี่เป็นคนไม่ค่อยพูดเลยนะคะ ?”

เธอกลอกตาไปมาอย่างรวดเร็ว เร็วขนาดที่ว่าไม่น่าจะมีมนุษย์คนใดในโลกทำได้ และอยู่ดีๆ ผิวหนังของเธอก็หย่อนยานจนมันห้อยลงมากับกระดูกเหมือนกล้ามเนื้อของเธอหายไปยังไงอย่างนั้น แต่ผมก็ยังไม่พูดอะไรกับเธอ

เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกแต่กลับยืนจ้องที่กระจกบานนั้นอยู่นานแสนนานจนผมรู้สึกอึดอัดมากจริงๆ หลังจากนั้นเธอก็พุ่งเข้ามาในห้องและหยุดอยู่ข้างผมพร้อมกับชูมือข้างหนึ่งขึ้นไปในอากาศแล้วก็ทุบลงมาที่โต๊ะผมอย่างรุนแรงจนเสียงดังไปทั่วทั้งห้อง ผมเกือบจะสะดุ้งแล้วแต่ยังควบคุมสติเอาไว้ได้ ยังดีที่เธอไม่สังเกตเห็นว่าผมหายใจติดขัดด้วยความกลัวมากขนาดไหน

หลังจากนั้นเธอก็ยืนอยู่ตรงนั้นอีกประมาณห้านาทีก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป ผมจึงรีบวิ่งไปที่ประตูแล้วล็อกมัน ผ่านไปอีกไม่ถึงชั่วโมงก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง รอบนี้เป็นเด็กผู้ชายที่บอกว่าขอมาตามหาพ่อของเขาข้างใน เขาพยายามอ้อนวอนให้ผมช่วยเขาอยู่หลายครั้งแต่ผมก็ระวังตัวไม่ให้ไปโต้ตอบอะไรกับเขา นั่งเฉยๆ ไม่สนใจอะไรเหมือนกับที่ผมทำกับลิซ่าเมื่อสักครู่ ถึงกระนั้นมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเผลอไปมองตาเขา พริบตาเดียวดวงตาทั้งคู่ของเขาก็กลายเป็นหลุมสีดำลึกลงไป ผมตกใจกลัวมากจะเกือบสะดุ้งจนหงายหลังแต่ก็ยังประคองตัวเองไว้ได้อยู่

เหมือนกันกับลิซ่า เด็กคนนั้นเข้ามาสักพักแล้วก็ออกไปและผมก็รีบวิ่งไปปิดประตูและล็อกมันไว้แบบเดิมตามที่คุณอัลเขียนเอาไว้

***

นอกจากถังขยะที่ย้ายที่ไปมาสองสามรอบ ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกในคืนที่สอง ผมรู้สึกตัวอีกทีก็ถึงเวลาเลิกงานแล้ว ผมคิดอยู่นานว่าผมจะโทรไปลาออกดีไหม แต่อีกใจหนึ่งผมกลับรู้สึกตื่นเต้นมาก ผมอยากรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นอีกในห้องนั้น ผมทิ้งตรรกะทุกอย่างในสมองออกไปและเหลือไว้เพียงเหตุผลโง่ๆ ที่ผมสร้างขึ้นมาเพื่อจะพาตัวเองกลับไปยังห้องนั้นอีกครั้ง ราวกับว่ามันมีอำนาจหรือแรงดึงดูดอะไรบางอย่างที่พยายามพาผมกลับไปและผมไม่สามารถต่อต้านหรือขัดขืนอะไรได้เลย ดังนั้นผมจึงกลับมานั่งอยู่ในห้อง 371 ต่อในคืนที่สาม

ผมเริ่มงานในคืนที่สามอย่างมั่นอกมั่นใจ ผมผ่านเรื่องราวเหนือธรรมชาติมามากมายจนกระทั่งตอนนี้และผมพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานของผม ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงทุกอย่างก็ยังปกติดี ไม่มีแมว ไม่มีภาพบนจอคอมพิวเตอร์ ไม่มีคนโทรมา ถังขยะก็ไม่ย้ายที่ไปไหน และความเบื่อหน่ายของผมก็หายไปเมื่อมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมา

ก๊อก …. ก๊อก ….

ไม่มีเสียงคนพูด ผมจึงตะโกนถามกลับไปจากห้องสังเกตการณ์

“นั่นใครครับ ?” ผมถาม

คนคนนั้นเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะพูด

“ฉันเอง อัล”

ผมหยิบกระดาษขึ้นมาแล้วอ่านกฎข้อที่เจ็ดซ้ำอีกครั้ง

“คุณรู้รหัสลับไหม ?”

ผมได้ยินเขาหัวเราะออกมาเบาๆ

“ฉันว่าฉันไม่ได้เขียนรหัสลับบ้าบออะไรลงไปนะ”

เขาพูดถูก ไม่มีรหัสลับอะไรเขียนไว้ในกระดาษแผ่นนี้ นี่ต้องเป็นเจ้านายของผมอย่างแน่นอน

ผมค่อยๆ เดินไปที่ประตูแล้วเปิดมันออกมา คุณอัลยืนอยู่หลังประตูบานนั้นและยิ้มให้กับผมทันทีที่เห็นหน้า ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ให้ฉันเดานะ คุณคงกลัวว่าจะเปิดประตูออกมาแล้วไม่ใช่ฉันล่ะสิ ?”

เขาหัวเราะให้กับท่าทางของผมที่ดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

“คุณไม่รู้หรอกว่าผมกลัวขนาดไหน”

คุณอัลปิดประตูและเดินไปเซตอะไรบางอย่างที่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง

“แล้ว ทำไมคุณถึงไม่เขียนรหัสลับเอาไว้ล่ะ ?” ผมถาม

เขายิ้มออกมาอีกครั้ง

“มันเป็นแผนน่ะ ฉันรู้ว่าจะต้องมีคนปลอมตัวเป็นฉันแล้วมาเคาะประตูและพูดรหัสลับสักคำออกมา ซึ่งมันบอกได้เลยว่านั่นต้องเป็นฉันตัวปลอมอย่างแน่นอน แบบนั้นมันง่ายดีใช่ไหมล่ะ ?”

“นั่นสินะ … แผนของคุณฟังดูดีเลย”

อัลหันกลับไปทำอะไรบางอย่างที่คอมพิวเตอร์ต่อ ผมไม่อยากจะรบกวนเขาเท่าไหร่นะแต่ผมก็อยากรู้จริงๆ

“ที่นี่มันมีอะไรเหรอ ? ทำไมถึงมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นหลายอย่างขนาดนี้ล่ะ ?”

“อย่าทำตัวอยากรู้อยากเห็นให้มากนักเลย ฉันจำได้ว่าฉันจ้างคุณมานั่งเฝ้าห้องเฉยๆ นะ”

ผมไม่ชอบคำตอบของเขาเอาซะเลยแต่ผมคิดว่าผมอาจจะไปวอแวกับเขามากเกินไปจนเขารำคาญ ผมจึงเดินเข้ามาในห้องสังเกตการณ์และปล่อยให้เขานั่งทำงานเงียบๆ สักพักหนึ่งผมหันกลับไปมองที่เขาผ่านกระจกสะท้อนทางเดียวและนั่นทำให้ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง นั่นมันคอมพิวเตอร์ของแฮงค์นี่นา

ผมอ่านกระดาษใบนั้นซ้ำอีกครั้งเพื่อเช็กกฎทุกข้อ นั่นเป็นคอมของแฮงค์แน่ๆ และกฎก็เขียนไว่ว่าห้ามใครก็ตามไปยุ่งกับมัน แต่นั่นรวมถึงคุณอัลเองด้วยไหมนะ ?

ผมพลิกกระดาษไปอีกด้านเผื่อว่าจะเจอข้อมูลเพิ่มเติม แต่นั่นกลับทำให้ผมขนหัวลุกขึ้นมา มันมีข้อความหนึ่งที่ตัวอักษรทำตัวหนาเอาไว้เขียนว่า:

รหัสลับ : “ร้านอาหาร”

เชี่ยละ

ผมหยิบมือถือพร้อมกับหยิบเศษกระดาษที่เขียนเบอร์ของคุณอัลไว้และโทรไปหาเขาด้วยความรวดเร็ว เสียงรอสายดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่เขาจะรับ

“ฮัลโหล ? มีอะไรรึเปล่า ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม ?”

“คุณอัล! ขอบคุณพระเจ้า ผมทำพลาด ผมคิดว่ามันคือคุณ ผมให้มันเข้ามาข้างในและตอนนี้มันกำลังนั่งอยู่ที่คอมของแฮงค์ด้วย”

คุณอัลถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความผิดหวัง ตอนนั้นอัลตัวปลอมหันหน้ามาทางผมและยืนขึ้น

“ฟังฉันนะ อย่าทำตัวให้มันสงสัย คุณจะปลอดภัยถ้ามันไม่สงสัยอะไร ถ้ามันรู้ว่าคุณพยายามจะหนีหรือโทรให้ใครมาช่วยละก็ชะตาคุณขาดแน่ เข้าใจใช่ไหม ?”

“ครับ ผมเข้าใจแล้ว”

อัลตัวปลอมเริ่มเดินตรงเข้ามาที่ห้องสังเกตการณ์ หัวใจของผมเต้นแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

“ผมจะไปถึงที่นั่นในไม่ช้า ไม่ต้องห่วง”

เขาวางสายของผมไปแต่ผมยังทำเป็นหนีบมือถือไว้กับไหล่อยู่ ตอนที่อัลตัวปลอมเดินมาถึงผมจึงแกล้งทำเป็นคุยกับภรรยาของตัวเอง

“บอกแล้วไงที่รักว่าผมเลิกงานหกโมงเช้า คุณไม่ต้องรอผมก็ได้ พักผ่อนบ้างนะ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก”

ตอนนี้อัลตัวปลอมยืนอยู่ในห้องและกำลังจ้องมาที่ผม ผมจับมือถือมาวางไว้ตรงอกแล้วมองกลับไป

“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ ?” ผมถาม

เขาจ้องแบบนั้นอยู่อีกสองสามวิก่อนจะพูด

“คุณมาช่วยผมเช็กอะไรในคอมพิวเตอร์หน่อยได้ไหม ?”

หวังว่าเขาจะไม่เห็นหน้าอกของผมที่กำลังสั่นตุบๆ อยู่นะ

“ได้สิ แต่ผมขอคุยโทรศัพท์ให้เสร็จก่อนนะ แล้วเดี๋ยวผมตามไป”

มันจ้องผมอยู่อีกสักพักก่อนที่จะเดินกลับไปนั่งหน้าคอมของแฮงค์เหมือนเดิม ในขณะที่ในหัวของผมมีแต่ความกลัวผมก็ทำทีเป็นคุยโทรศัพท์ต่อ ผมถึงกับแกล้งทำเป็นทะเลาะกับภรรยาของตัวเองเพื่อที่ผมจะได้ทำเป็นคุยได้นานขึ้น และในขณะที่ปากของผมกำลังพูดอะไรไปเรื่อย ผมก็เห็นลูกบิดประตูค่อยๆ หมุนและประตูเปิดกว้างออก

คุณอัลนั่นเอง! ผมไม่เคยรู้สึกโล่งใจเท่านี้มาก่อนในชีวิตเลย

เขาหันมาทางกระจกแล้วยกนิ้วชี้ขึ้นมาที่ปากเป็นสัญญาณบอกผมว่าอย่าส่งเสียง อัลตัวปลอมยังไม่รับรู้ถึงการมาของเขา เขาย่องเข้าไปด้านหลังแล้วใช้มือทั้งสองข้างบีบคอของมัน มันดิ้นทุรนทุรายอยู่สักครู่หนึ่งก่อนที่จะนอนแน่นิ่งไป ร่างไร้วิญญาณของมันล้มลงกับพื้นและสลายหายไปในพรมสีแดง

ผมวิ่งไปหาคุณอัลเพื่อขอบคุณเขาแล้วก็ขอโทษที่สร้างเรื่องปวดหัวขึ้นมา

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษฉันหรอก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันเข้ามาได้และฉันคิดว่ามันก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่มันจะพยายามเข้ามาด้วยเช่นกัน คุณปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ”

เขายิ้มออกมา

“เออ … พูดถึง … คุณช่วยไปปิดประตูหน่อยได้ไหม ? ฉันไม่อยากให้ตัวปลอมของฉันอีกคนเข้ามาได้อีก”

“ได้เลยครับ”

ผมเดินไปที่ประตูแล้วนึกอะไรบางอย่างได้ ตอนที่อัลตัวปลอมเข้ามาผมก็ลืมล็อกมันและปล่อยมันไว้แบบนั้นนี่นา นี่คงทำให้คุณอัลเข้ามาได้

อยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงกฎข้อสุดท้าย ผมค่อยๆ หยิบมือถือขึ้นมาจากกระเป๋าแล้วเปิดไปดูประวัติการโทร สายสุดท้ายที่โทรออกของผมคือตอน 22.18 น. …. 13 นาทีหลังจากเดดไลน์ที่คุณอัลให้ไว้ ผมหันกลับไปมองที่คุณอัลอีกรอบและเห็นเขายืนอยู่ข้างหลังผม

“อัล … คุณรู้รหัสลับไหม ?”

เขาแสยะยิ้มขึ้นมา

“ฉันว่าฉันไม่ได้เขียนรหัสลับบ้าบออะไรลงไปนะ”

ผมวิ่งออกจากห้องไปอย่างไม่คิดชีวิต ถึงผมจะยังสงสัยอะไรเกี่ยวกับเรื่องราวแปลกๆ ในห้องนั้นก็เถอะ แต่ผมจะไม่มีทางกลับไปอีกเด็ดขาด

Written by : u/Christopher_Maxim (https://www.reddit.com/u/Christopher_Maxim/)

ลิงก์เรื่องเล่า : https://youtu.be/IFdqmqYS7-g

ผมเป็นพนักงานขับรถบรรทุกและบริษัทของผมมีกฎบางอย่างแปลก ๆ

ผมทำงานเป็นพนักงานขับรถบรรทุกมากว่า 10 ปีแล้ว แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมเพิ่งจะย้ายบริษัทใหม่ ที่จริงผมก็อยากอยู่ที่เก่านะ แต่พอได้ยิน เจ็ค เพื่อนของผมเล่าให้ฟังว่าบริษัทของเขาให้เงินเดือนเท่าไหร่ ผมก็รีบอ้อนวอนขอร้องให้เขาพาผมไปทำงานที่นั่นในทันที เจ็คกลับไปแนะนำผมให้กับเจ้านายที่บริษัทและนั่นก็ทำให้ผมได้งานนี้ในเวลาต่อมา ซึ่งใช้เวลาสัมภาษณ์ไม่นานนัก

มันเป็นการสัมภาษณ์งานที่แปลกมากเพราะผมเองก็ไม่คิดว่าจะโดนถามคำถามประหลาด ๆ อย่าง: คุณเคยทิ้งรถของตัวเองไว้กลางทางไหม, คุณกลัวความมืดรึเปล่า, คุณเป็นคนเคร่งศาสนาไหม, ฯลฯ ผมตอบทุกอย่างตามความจริงและพวกเขาก็ตกลงที่จะจ้างผมเดี๋ยวนั้นเลย ซึ่งนั่นทำให้ผมดีใจซะจนลืมคิดถึงความน่าประหลาดของคำถามพวกนั้น

งานของผมคือการขนส่งสินค้าซึ่งเป็นเนื้อดรายเอจไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และด้วยเหตุผลบางอย่าง บริษัทบอกกับผมว่างานนี้ต้องขับในช่วงกลางคืนเท่านั้นและผมจะต้องถึงที่นั่นให้ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ผมไม่อะไรอยู่แล้วที่จะต้องขับรถในตอนกลางคืนแถมค่าจ้างยังหรูหราหมาเห่าขนาดนั้นซะอีก ผมเลยไม่มีปัญหาอะไรกับมัน

และแล้วก็มาถึงวันที่ผมจะต้องออกเดินทางครั้งแรก เจ็คอธิบายให้ฟังว่าเส้นทางไหนที่ผมควรจะใช้เพื่อไปถึงยังจุดหมาย เพราะวันนี้ GPS ไม่ค่อยมีสัญญาณสักเท่าไหร่ และก่อนที่ผมจะขึ้นรถบรรทุกไป เขาก็ส่งข้อความมาที่โทรศัพท์ผมและกำชับให้ผมเปิดอ่านตอนที่ขับอยู่บนถนน เขาบอกว่ามันเป็นกฎทั่วไปของบริษัทนี้ที่ผมต้องปฏิบัติตาม

ผมขอบคุณเขาและก็เริ่มขับรถออกเดินทางไป ตอนที่มาถึงถนนเส้นที่เจ็คแนะนำให้ผมขับผ่าน ผมก็เปิดดูข้อความที่เจ็คส่งมา ผมพบว่ามันเป็นข้อความเสียงจากเขา และสิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้คือข้อความเสียงที่เขาฝากไว้ :

“ไงพอล ยินดีต้อนรับสู่บริษัทนี้นะพวก ฉันรู้ว่านายเป็นคนขับรถบรรทุกฝีมือดีคนหนึ่งเลย แต่บริษัทของเรามีกฎบางอย่างซึ่งนายต้องทำตามอย่างเคร่งครัด ฉันจะพูดให้นายฟังว่ามันมีอะไรบ้างและนายต้องทำตามให้ได้มากที่สุดเท่าที่นายจะทำได้ ฉันจะพิมพ์กฎพวกนั้นทิ้งไว้ให้นายด้วยแล้วกัน นายจะได้อ่านทวนมันอีกครั้งเผื่อว่านายได้ยินไม่ชัดหรือไม่มั่นใจ

เอาล่ะ ข้อแรก ฉันอยากให้นายเปิดไฟสูงและนายจะต้องเปิดมันไว้ตลอดการเดินทาง เพราะตลอดทางที่นายขับมันจะมืดมาก มืดจนนายจะสังเกตได้ว่าถึงแม้นายจะเปิดไฟสูงแต่นายก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ไม่เป็นไรนะ ไอ้เรื่องความมืดนี่ไม่ค่อยสำคัญอะไรสักเท่าไหร่หรอก

ช่วง 10 กิโลเมตรแรก นายจะอาจจะเห็นป้ายบอกทางตัน ถ้าเห็นก็ไม่ต้องไปสนใจมันและขับต่อไป และถ้าไฟหน้ารถของนายกะพริบติด ๆ ดับ ๆ ในช่วงนี้ล่ะก็ นายจะต้องเหยียบคันเร่งและขับให้เร็วที่สุดเท่าที่นายจะทำได้จนกว่ามันจะเลิกกะพริบ

นายอาจจะเห็นชายแก่คนหนึ่งมายืนโบกรถอยู่ข้างถนนในช่วงนี้เช่นกัน ซึ่งนายจะต้องจอดรถและถามเขาว่าจะไปไหน ถ้าเขาพูดว่า “ไปหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุด” ก็ให้เขาขึ้นมา แต่ถ้าไม่ใช่ก็ขับต่อไป เหยียบคันเร่งให้มิดและอย่าหันกลับไปมองข้างหลัง

ถ้าชายแก่คนนั้นเข้ามานั่งในรถของนายแล้ว เขาจะอยู่เงียบ ๆ ไม่พูดอะไรออกมาเป็นชั่วโมงในขณะที่นายกำลังขับ แต่จากนั้นเขาจะบอกให้นายหยุดรถให้เขาลงข้างทาง และถึงแม้ว่าจุดที่เขาอยากลงมันจะอยู่กลางป่ากลางเขาหรือเป็นที่ไหนสักแห่งก็จงหยุดรถให้เขาลงซะ และหลังจากที่เขาลงไปแล้ว ห้ามหันกลับไปมองเขาเด็ดขาด ปล่อยให้เขาเดินหายเข้าไปในความมืดแบบนั้นนั่นแหละ

หลังจากนั้นนายจะขับรถได้อย่างมีความสุขตลอดช่วงกิโลเมตรที่ 20 ถ้านายเริ่มได้ยินเสียงเคาะหรือเสียงประหลาดบางอย่างที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ จากทางด้านหลังของรถ ก็ไม่ต้องไปสนใจมัน เสียงพวกนั้นจะหายไปเร็วขึ้นถ้านายขับรถด้วยความเร็วที่คงที่และสม่ำเสมอ ดังนั้นทำตามที่ฉันบอกนั่นแหละดีที่สุดแล้ว

ก่อนจะถึงกิโลเมตรที่ 30 นายจะต้องปิดวิทยุในรถ ถ้านายเปิดมันมาจนถึงตอนนี้ล่ะก็นะ การลดเสียงวิทยุลงมันไม่ช่วยอะไร นายจะต้องเช็กให้ดีว่ามันปิดจริงๆ เพราะนี่เป็นกฎที่สำคัญมาก

เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 35 วิทยุของนายก็จะดังขึ้นมาเองในระดับเสียงที่ดังที่สุด และนี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน นายจะต้องตั้งใจฟังมันให้ดี ถ้าเสียงที่ดังออกมาจากลำโพงคือเสียงเพลง ไม่ว่าจะเพลงอะไรก็ตาม นายสามารถเบาเสียงของมันลงหรือปิดวิทยุไปเลยก็ได้ แต่ถ้าสิ่งที่นายได้ยินคือเสียงคลื่นซ่า ๆ ให้นายรีบหยุดรถ ดับเครื่อง มุดลงไปใต้เบาะแล้วหลับตาลง

ถึงจุดนี้ให้จำไว้ให้ขึ้นใจว่าห้ามขยับตัวและหลับตาไว้ตลอด นายจะได้ยินเสียงเคาะบนกระจกหน้าและบนหลังคารถ แต่นายจะไม่เป็นอะไรตราบเท่าที่นายหลับตาไว้ และถึงแม้ว่านายจะได้ยินเสียงเปิดประตูรถ นายก็ห้ามขยับตัวเด็ดขาด ไม่ว่าตัวอะไรก็ตามที่เปิดประตู มันจะทำเสียงจมูกดังฟุดฟิดไปรอบ ๆ ภายในรถ แต่หลังจากนั้นไม่กี่วิมันก็จะออกและปิดประตูไป

หลังจากที่เสียงเคาะรอบตัวรถหยุดลง ให้นายค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาแล้วมองไปที่กระจกข้างคนขับ ถ้ากระจกมีฝ้าขึ้นให้รออยู่ตรงนั้นอีกหนึ่งนาที แต่ถ้าไม่มีก็ให้ลุกขึ้นมานั่งเหมือนเดิมและขับต่อไป

เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 50 นายจะเริ่มเห็นอะไรบางอย่างวิ่งสี่ขาตีคู่กับรถของนายอยู่ตรงข้างถนน ไม่ว่านายจะขับเร็วแค่ไหน มันก็จะตามทันรถของนายอยู่เสมอ แต่ฉันจะแนะนำให้ว่า นายควรจะขับด้วยความเร็วคงที่ สักอย่างน้อย 60 กม./ชม. และพยายามตั้งสมาธิไปที่ถนนที่อยู่ตรงหน้าเพราะอีกไม่กี่กิโลนายจะเจอกับทางโค้ง ซึ่งหลังจากที่ผ่านโค้งที่ว่าไปแล้ว ตัวอะไรก็ตามที่วิ่งคู่มากับรถนายจะหายไป

แต่ถ้ามันยังวิ่งตามรถนายอยู่ล่ะก็ให้นายเร่งความเร็วให้มากกว่าเดิมและภาวนาให้มันหายไปในโค้งหน้า ซึ่งนายจะมีโอกาสเพียงแค่ 3 โค้งเท่านั้น ดังนั้นจงใช้โอกาสที่มีให้คุ้มค่าล่ะ

เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 70 รถของนายจะสั่นเป็นพัก ๆ ก่อนที่มันจะดับลงไป นายจะต้องตั้งสติของตัวเองให้ดีและพยายามสตาร์ทรถเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ นายอาจจะเห็นอะไรบางอย่างวิ่งตรงมาที่รถนายในกระจกข้าง แต่ไม่ต้องไปสนใจมัน แค่พยายามสตาร์ทรถให้ติดก็พอแล้วรีบขับหนีออกไปให้เร็วที่สุด

กิโลเมตรที่ 80 นายจะรู้สึกว่าข้างในรถมันร้อนมาก ไม่ต้องพยายามไปปรับแอร์หรืออะไรหรอกเพราะยังไงมันก็ไม่ได้ผล ลองถอดเสื้อของนายออกดูเผื่อว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่ห้ามเปิดกระจกรถโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

แล้วก็อย่าง่วงหรือสัปหงกเด็ดขาดเลยนะ พยายามฝืนตัวเองไว้ตลอด เพราะถึงแม้นายจะเห็นว่าทางข้างหน้ามันเป็นทางตรง แต่นายอาจจะได้หักหลบหน้าผาหรืออะไรทำนองนั้นแน่ ๆ ถ้านายเผลอหลับตา

ถ้านายอยากจะลงไปฉี่หรือทำธุระส่วนตัว นายสามารถทำได้ในช่วงกิโลเมตรที่ 85-90 เท่านั้น จำไว้เสมอว่านายจะต้องเปิดไฟสูงไว้ตลอดเวลาที่ลงไปฉี่ และอย่าเดินออกไปข้างถนนหรือออกจากแสงไฟเด็ดขาด

เมื่อนายทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ตอนที่หันกลับไปที่รถ นายอาจจะเห็นใครบางคนยืนอยู่บริเวณหลังรถของนาย ไม่ต้องพยายามวิ่งตามมัน เพราะสุดท้ายแล้วนายจะได้วิ่งไล่จับมันอยู่แบบนั้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทางตามมันทันเลยสักครั้ง ไม่ว่านายจะวิ่งเร็วสักแค่ไหนมันจะหายเข้าไปตรงมุมรถได้ทันเวลาก่อนที่นายจะถึงตัวมันเสมอ และที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่ามันน่าจะอยากให้นายอยู่นอกรถให้ได้นานที่สุดเท่าที่มันจะทำได้

และถ้านายได้ยินเสียงกรี๊ดของผู้หญิงดังมาจากไกล ๆ ในขณะที่กำลังยืนฉี่ นายต้องรีบวิ่งกลับไปที่รถแล้วขับออกไป ไม่ต้องไปสนใจว่าฉี่เปื้อนกางเกงไหม แค่ใช้เวลาที่มีอยู่ไม่กี่วินาทีวิ่งกลับไปที่รถให้เร็วที่สุดก็พอ

อ้อ! มีกฎข้อหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับระยะทางด้วย … ราว ๆ ตีสาม โทรศัพท์นายจะดังขึ้นมา แต่นายห้ามรับสายเด็ดขาดเลยนะไม่ว่าใครจะโทรมา นั่นรวมถึงฉันเองด้วย คนที่โทรมาจะพยายามทำทุกทางเพื่อให้นายรับสาย มันจะโทรมาประมาณสามครั้งก่อนที่จะส่งข้อความหานาย ไม่ต้องไปกดอ่านข้อความพวกนั้นเหมือนกัน ไม่ต้องไปสนใจมัน

เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 100 นายจะเริ่มเห็นไฟคู่หนึ่งทางด้านหน้าตรงเข้ามาหารถของนาย มันเป็นไฟหน้าของรถที่กำลังขับสวนกับรถของนาย และถ้านายเห็นแบบนั้น นายจะต้องดับไฟหน้ารถของนายและรอให้รถคันนั้นผ่านไปก่อน เมื่อมันผ่านไปแล้วนายจะสามารถเปิดไฟหน้ารถได้เหมือนเดิม ทำแบบนี้ทุกครั้งที่เจอรถสวน ห้ามไปบีบแตรหรือทำอะไรให้เป็นจุดสนใจเด็ดขาด

อีกอย่างหนึ่งคือรอบนี้นายต้องมองกระจกข้างเอาไว้ ถ้านายเห็นรถคันที่ผ่านไปกลับรถแล้วขับตามนายล่ะก็ เหยียบให้มิด ขับให้ไว และภาวนาให้นายขับไวกว่ามัน

ต่อมานายก็จะถึงกิโลเมตรที่ 120 นายอาจจะเห็นป้ายบอกชะลอความเร็วให้ขับไม่เกิน 20 กม./ชม. นายต้องขับตามนั้นและห้ามขับเกิน 20 กม./ชม. เด็ดขาด เพราะเสียงมันอาจจะล่อตาล่อใจอะไรบางอย่างที่นายไม่อยากพบเจอ และนายจะขับด้วยความเร็วปกติได้เหมือนเดิมก็ต่อเมื่อเจอป้ายสิ้นสุดการชะลอความเร็วเท่านั้น

ที่ประมาณกิโลเมตรที่ 130 นายอาจจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนโบกมือและร้องขอความช่วยเหลือ ไม่ต้องชะลอความเร็วและอย่าหันไปมองเธอเด็ดขาด ถ้านายขับผ่านเธอไปแล้วให้ลองมองที่กระจกข้างอีกรอบหนึ่ง ถ้าเธอยังอยู่บนถนนล่ะก็นายจะปลอดภัย แต่ถ้าเธอหายไปให้นายมองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้น ห้ามหันไปมองตรงที่นั่งข้างคนขับเด็ดขาดไม่ว่านายจะเห็นอะไรอยู่ที่หางตาก็ตาม

เมื่อนายถึงกิโลเมตรที่ 140 เมื่อไหร่นายก็จะปลอดภัยแล้วล่ะ ขับตรงยาวจนไปถึงที่หมายได้เลย

แต่ขอเตือนไว้อย่างหนึ่งว่าห้ามเลี้ยวที่ไหนเด็ดขาดในขณะที่อยู่บนถนนเส้นนี้ เพราะนายอาจจะได้ขับต่อไปเรื่อย ๆ จนแก๊สหมด แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นเมื่อไหร่ล่ะก็ โอกาสรอดชีวิตของนายก็แทบจะเป็นศูนย์เลย

อีกเรื่อง อย่าพยายามใช้ GPS จนกว่าจะถึงหมู่บ้านนั้น เพราะมันจะพานายเข้าถนนลูกรังซึ่งสุดท้ายนายก็จะได้ขับวนอยู่ในนั้นตลอดไป

ถ้านายถึงหมู่บ้านนั้นแล้ว พนักงานของเราที่อยู่ที่นั่นจะเป็นคนจัดการกับสินค้าต่อเอง

ถ้ามีคำถามหรือสงสัยอะไรก็ถามมาได้เลยนะ”

ผมฟังข้อความของเจ็คจนจบแล้วขำออกมา ดูก็รู้ว่าหมอนี่มันเล่นใหญ่เพราะอยากจะแกล้งผมเท่านั้นแหละ และหลังจากที่ผมคิดแบบนี้ได้ไม่กี่วิ ในตอนนั้นเองไฟหน้ารถของผมก็เริ่มกะพริบติด ๆ ดับ ๆ

เรื่องเล่าโดย : u/rikndikndakn123 (https://www.reddit.com/user/rikndikndakn123)

ลิงก์เรื่องเล่า : https://youtu.be/9Hg-G5OT0dw

กฎในการอยู่อาศัยทั่วไปที่หอพักหญิงประภาพิศ

[ข้อปฏิบัติเพิ่มเติมในการอยู่อาศัยหอพักหญิงประภาพิศ]

เรียน ผู้เช่า

กฎในการอยู่อาศัยทั่วไปของหอพักจะถูกสกรีนเอาไปตรงประตูด้านหน้า แต่ทว่าอย่างที่ได้บอกไปตั้งแต่ก่อนจะทำสัญญาเช่า ว่าที่หอพักของเรามีค่าเช่าห้องถูกขนาดนี้เป็นเพราะว่าที่นี่มีผีอยู่จริงๆ เราจึงจำเป็นต้องบอกข้อปฏิบัติเพิ่มเติมนอกจากกฎทั่วไปของหอพัก

1. ถ้ามีคนมาเคาะประตูคุณควรมองที่ตาแมวก่อนว่ามีคนอยู่จริงๆ หากไม่มี อย่าเปิดประตู ให้พูดไปว่า ‘ห้องนี้ไม่มีคนชื่อเมย์’ แล้วคุณจะปลอดภัย (แม้คุณจะชื่อเมย์ก็ตาม)

.

หากเผลอเปิดไปแล้ว หลายๆห้องจะบอกว่าพวกเขาโดนผีอำหลายคืนหลังจากนั้น แต่มีวิธีแก้หนึ่งที่ได้ผล ซึ่งได้โปรดทำความเข้าใจร่วมกันว่าคนอื่นก็น่าจะลำบากจริงๆ คือการไปเคาะห้องคนอื่นแล้วเรียกหาคนชื่อเมย์ (เคาะตอนที่เจ้าของห้องไม่อยู่ก็ได้ แต่การเคาะห้องที่ยังว่างอยู่ไม่ได้ผล) ผีจะไปเคาะห้องนั้นต่อ

2. แต่ทั้งนี้ผู้อาศัยชั้น 1 แนะนำให้เอากระดาษหรือสติกเกอร์มาปิดที่ตาแมวเอาไว้ในตอนที่ไม่ได้ใช้ ภาพจากกล้องวงจรปิดเคยจับภาพวิญญาณที่ยืนเอาตาแนบที่ตาแมวห้องของคนอื่น และเคยมีคนรายงานว่า ตอนที่มองออกไปนอกตาแมวเจอดวงตาจ้องกลับมา แต่ถ้าปิดเอาไว้เธอจะไม่สนใจ

3. ทุกๆวันศุกร์ คุณไม่ควรมีเตียงที่ยังว่างในห้อง เพราะว่าพวกเขาจะมาหาเตียงที่ยังว่างอยู่ (เตียงคู่นับว่านอนได้ 2 คน) หอเราอนุญาตให้คุณพาเพื่อนจากข้างนอกมาค้างได้ (แน่นอนว่าต้องเป็นผู้หญิง เพราะหอเราห้ามผู้ชายเข้า) หรือให้ยืมเสื้อผ้าใช้แล้วเต็มชุดของคนอื่นมาวางเอาไว้ (ขอเสื้อจากคนในห้องอื่นได้ และเราหวังว่าถ้ามีคนมาขอความช่วยเหลือ คุณจะยินดีช่วยเขาด้วย) หรือคุณจะไปขอนอนกับคนอื่นๆ แต่มีความเป็นไปได้เล็กน้อยที่เมื่อคุณเข้านอนแล้วจะได้ยินเสียงหายใจจากใต้เตียง นั่นก็เพราะพวกเขาบางคนนึกขึ้นได้ว่าแม้เตียงจะเต็มแล้ว แต่ ‘ใต้เตียงยังมีที่ว่างอยู่’ ทางที่ดี อย่ามองลงไปใต้เตียงเด็ดขาด และการวางเสื้อผ้าไว้ใต้เตียงไม่ช่วยอะไร

4. ระหว่างขึ้นบันได พยายามฟังเสียงฝีเท้าของตัวเองเอาไว้ให้ดี อาจจะมีเสียงรองเท้าส้นสูงจากด้านหลังก้าวตามจังหวะก้าวของคุณอย่างพอดี ความผิดปกติคือเมื่อคุณหยุด เสียงนั้นก็จะหยุดด้วย ให้คุณพูดว่า ‘รู้นะว่าตามอยู่’ แล้วเสียงก็จะหายไป อย่าเผลอเดินไปที่ห้องของตัวเองจนกว่าจะทำตามคำแนะนำ เราไม่แนะนำให้วิ่ง เพราะสิ่งนั้นจะวิ่งไล่คุณแทน และผู้เข้าพักหลายคนเกิดอุบัติเหตุตกบันไดมาแล้ว

5. สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดที่นานๆทีจะเกิดขึ้นคือ หากคุณกำลังสระผมอยู่แล้วพบว่าน้ำที่ออกมาจากฝักบัวกลายเป็นเลือด กรณีที่แย่ที่สุดคือคุณรู้สึกได้ว่ามีเส้นผมของคนอื่นที่ไม่ใช่ของคุณมาแตะที่หลังมือ อย่ากรีดร้องและที่สำคัญอย่ามองขึ้นไปบนเพดานเด็ดขาด ถ้าสระผมไปทั้งแบบนั้นสักพักทุกอย่างก็จะหายไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้นเอง (เพิ่งมีคนค้นพบว่าวิธีที่จะทำให้ทุกอย่างหายไปไวขึ้นคือการร้องเพลงขึ้นมา)

6. ที่บันไดทางขึ้นจะมีกระจกเต็มตัวบานหนึ่งตั้งอยู่ ผู้เช่าคนอื่นๆบอกว่า หากจ้องกระจกบานนั้น ในเวลา ประมาณ ตี 1 ถึง ตี 3 นานๆ จะเห็นเงาเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง เราเคยพบผู้เช่าคนหนึ่งหมดสติในตอนเช้าที่หน้ากระจก จึงคิดว่าควรเตือนเรื่องนี้

7. หากคุณเป็นรอบเดือนและมีขยะเป็นผ้าอนามัยใช้แล้ว แนะนำให้นำขยะไปทิ้งข้างนอกให้ไวที่สุด หรือซื้อก้อนดับกลิ่นในห้องน้ำกลิ่นมะนาวหรือซื้อมะนาวของจริงมาฝาน วางไว้ใกล้ๆพื้นที่ที่ถังขยะอยู่ เพราะในตอนกลางคืน อาจจะมีใครบางคนมารื้อถุงขยะของคุณเพื่อกินมัน แต่ว่าเขาคนนั้นไม่ชอบกลิ่นมะนาว

8. คุณอาจจะได้เห็นแมวสีดำเดินไปเดินมาในหอพักบ้าง ชื่อ ‘นำโชค’ เล่นด้วยได้ตามสบาย แต่ย้ำเตือนไว้ก่อนว่าห้ามแกล้งหรือทำร้ายนำโชคเด็ดขาด หากเผลอสะดุดหรือเหยียบ เตะ โดยไม่ตั้งใจก็ต้องหยุดเพื่อขอโทษ นำโชคเคยมีเจ้าของเป็นหญิงชราคนหนึ่งซึ่งเธอตายไปแล้วและเธอรักแมวของเธอมากๆ หากแกล้งนำโชคเธอก็อาจจะมาเข้าฝันในคืนนั้น บางครั้งคุณอาจจะเห็นเธอนั่งหันหลังที่ม้านั่งที่ริมรั้วและเล่นกับแมวอยู่ การเข้าไปใกล้ไม่มีปัญหาอะไร เธอเพียงแค่หายไป แต่โดยทั่วไปเรามักจะให้เวลาเจ้านำโชคได้ใช้เวลากับเจ้าของของมัน

(งดให้ขนมเจ้านำโชค เพราะมันเริ่มจะอ้วนแล้ว)

9. สิ่งที่อันตรายที่สุดคือคราบสีดำรูปหน้าคน ซึ่งมันจะปรากฏในห้องใดห้องหนึ่งในหอพักเสมอ โดยมักจะปรากฏที่ผนังบริเวณปลายเตียง และบางครั้งก็เพิ่มจำนวนจนมีจำนวนมาก โดยทั่วไปมันจะไม่มีอะไรอันตรายนอกจากน่าขนลุก และมันจะหายไปในเวลา 7 วันหลังจากนั้นเสมอ คุณสามารถหาโปสเตอร์หรือกระดาษมาปิดก็ได้ แต่อย่าพยายามขัดมันออกเด็ดขาด เคยมีคนเคยพยายามขัดมัน แล้วเด็กคนนั้นมีสภาพเหมือนถูกบางอย่างสิงสู่ ที่มือของเธอมีคราบสีดำปรากฏอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งมันเคลื่อนที่หนีไปส่วนอื่นได้ เราต้องพยายามกรีดผิวหนังของเธอแล้วบีบมันออกมาพร้อมกับเลือด

10. ไม่แนะนำให้เอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเข้ามาในห้องหรือสวดมนต์ในหอพัก มันเหมือนตลกร้ายที่พวกเขาจะต้องการท้าทายคุณ หลายๆคนได้ยินเสียงสวดมนต์ของคนหลายคนผสมกับเสียงหัวเราะทั้งคืน

11. ถึงห้อง 203 และ 205 เราจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อให้ให้เกิดความขัดแย้งตั้งแต่แรกว่าห้อง 204 ไม่มีใครอยู่ นานๆทีคุณจะได้ยินเสียงเล็บขูดที่ประตูหรือผนังและอาจได้ยินเสียงคนร้องไห้ อย่าฟาดไปที่ผนังเด็ดขาด เพราะคืนนั้นคุณจะยังได้ยินเสียงนั้นอยู่ แต่ดังจากข้างในห้องของคุณแทน

(ที่จริงแล้วเธอคนนั้นน่าสงสารนะ เธอโชคร้ายตายเพราะไฟไหม้ในห้องวันที่รูมเมทเผลอล็อคประตูจากข้างนอก รูมเมทของเธอกำลังกลับมาแต่ว่าไม่ทัน แต่คุณสามารถทำให้เธอหยุดได้ คนห้องอื่นๆก็ช่วยได้เช่นกัน (หรือจะแจ้งผู้ดูแลก็ได้) แต่อาจต้องใช้ความกล้าระดับนึง คือคุณต้อง ‘พาเธอออกมา’ เราแอบกุญแจห้อง 204 ไว้ที่กระถางต้นไม้ชั้น 2 ให้คุณไขห้องนั้นแล้วพูดว่า ‘มาช่วยแล้วนะ’ หรืออะไรก็ได้ที่ใกล้เคียง คุณจะสัมผัสได้ถึงสัมผัสเย็นๆที่มือ หรือถ้าคุณมีเซนส์คุณจะพบว่าเธอจับมือคุณอยู่ ให้เดินออกไปที่หน้าหอพักแล้วเธอก็จะหายไป น่าเสียดายที่เธอจะกลับมาที่เดิมซ้ำๆ แต่ถึงแบบนั้นคุณต้องล็อกห้องกลับและวางกุญแจไว้ที่เดิมด้วย เพราะถ้าไม่ล็อกเอาไว้ จะมีอะไรที่น่ากลัวกว่านี้เกิดขึ้น)

12. อย่ามองไปที่ด้านหลังของตู้กดน้ำ บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกว่ามีบางอย่างโดนแกล้งปัดมือให้เหรียญกลิ้งไปด้านหลังตู้กดน้ำด้วยซ้ำ แต่อย่าหลงกลไปเก็บมัน คุณจะได้เห็นก้อนเนื้อที่มีดวงตาเต็มไปหมดจ้องกลับมา

13. ระหว่างเดินไปทางทางเดินชั้น 3 ถ้าจู่ๆหลอดไฟก็กระพริบและคุณรู้สึกว่าเดินไปเท่าไหร่ก็ไม่ถึงห้องตัวเองเสียที เมื่อสังเกตเลขห้องก็กลายเป็นเลขแปลกๆ ให้กลั้นหายใจแล้วเดินให้เร็วขึ้น (ไม่จำเป็นต้องวิ่ง) ระหว่างที่กลั้นหายใจ ห้ามหันหลัง คุณจะมาหยุดที่สุดทางเดินแล้วทุกอย่างจะเป็นปกติ

14. ระมัดระวังในการ ดื่มน้ำ/กินอาหาร ที่วางไว้ค้างคืนในภาชนะเปิด ผู้เช่าหลายรายบอกว่าอาหารที่วางทิ้งไว้มีรสชาติแปลกๆ เมื่อกินเข้าไปทำให้รู้สึกวิงเวียนปวดท้องคลื่นไส้นิดหน่อยในบางคน แต่เคสที่แย่ที่สุดคือมีรายหนึ่งดื้อดึงจะกินข้าวกล่องที่วางทิ้งไว้ให้หมดเพราะหิวมาก แต่ก็อาเจียนแล้วพบว่ามีฟันซี่หนึ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองปนออกมาด้วย

15. บางทีอาจจะมีคนที่จิตแข็งมากพอและยังชอบฟังรายการเล่าเรื่องสยองขวัญอยู่ เราไม่แนะนำให้เปิดฟังผ่านทางลำโพงในห้องพัก เพราะมันเป็นการเชื้อเชิญให้วิญญาณเข้าห้องโดยอัตโนมัติ เพราะว่าพวกเขาอยากฟังว่ามนุษย์เล่าอะไรเกี่ยวกับพวกเขา

16. ห้ามพูดชมดอกพลับพลึงที่หน้าหอพักว่าสวย จุดที่ดอกพลับพลึงงอกคือจุดที่เคยมีคนกระโดดตึกลงมาตายจากดาดฟ้า มีโอกาสมากที่เธอจะตามคุณมา คุณจะรู้สึกได้จากการที่มีกลิ่นของดอกพลับพลึงอยู่ใกล้ๆตลอดเวลา โดยส่วนใหญ่มันจะหายไปเองในเวลาไม่นาน แต่ว่ามีคนที่ถูกเธอติดตามคนหนึ่งมีอาการละเมอเดินและพบว่าตัวเองมารู้สึกตัวที่หน้าประตูที่จะออกไปที่ดาดฟ้าชั้นบน เราคาดเดาอะไรเกี่ยวกับเธอไม่ได้ แต่เพื่อความปลอดภัย เราจะตรวจสอบว่าล็อกดาดฟ้าชั้นบนไว้อย่างแน่นหนาเสมอ

17. หอเรามีอีกหอพักหนึ่งที่อยู่ด้านตรงข้าม อาคารที่มีสีเขียว หากคุณเห็นผู้ชายที่อยู่ชั้น 4 โบกมือมาให้คุณจากทางระเบียง พยายามทำเป็นมองไม่เห็นเขาซะ และหวังว่าเขอจะไม่ถูกใจคุณ คุณจะรู้ว่ามันสายไปแล้วตอนที่เขายื่นมือออกมาแล้วทำท่าชี้นิ้วไล่ขึ้นมาจากล่างขึ้นบน ก่อนที่จะหายไป เพราะนั่นคือตอนที่เขากำลังนับว่าคุณอยู่ชั้นไหนของตึก

ในคืนนั้นล็อกประตูฝั่งระเบียงไว้ให้แน่นหนาที่สุด (เราติดตั้งห่วงสำหรับใส่แม่กุญแจเอาไว้) และปิดหน้าต่างเอาไว้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ไม่ให้มองเข้ามาข้างในได้ (เรามีเทปและกระดาษไว้ให้ที่ออฟฟิศ) คุณอาจจะได้ยินเสียงทุบประตู เสียงเรียกและเงาของชายคนนั้นนอกหน้าต่าง ห้ามเปิดเด็ดขาด เพียงแค่คืนเดียวทุกอย่างก็จะจบ แต่ในตอนเช้าคุณอาจจะพบรอยเลือดรูปมือที่ติดอยู่เต็มระเบียง และที่ตัวอาคารหอพักก็จะมีรอยเลือดยาวเป็นทางปีนขึ้นไปถึงห้องของคุณด้วย กฎข้อนี้ต้องขอรบกวนให้รักษาอย่างเคร่งครัดเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันทำความสะอาดได้ยาก

18. คุณจะสังเกตเห็นได้ว่าที่โต๊ะในออฟฟิศของผู้ดูแลมีรูปปั้นเทพที่คล้ายกับเทพอินเดียตั้งอยู่ เป็นรูปปั้นผู้ชายมีหนวด ดวงตาถมึงทึงสีแดง หากพบว่ารูปปั้นนี้ไปปรากฏอยู่ที่ห้องของตัวเองให้รีบเอามาคืนที่ออฟฟิศผู้ดูแลทันทีที่เห็นและไม่ควรใช้เวลากับรูปปั้นตามลำพังนานเกินไป (ออฟฟิศของเราเปิด 24 ชม.) ระหว่างเอารูปปั้นมาคืนควรหาผ้ามาห่อเอาไว้ให้มิด เตรียมไฟฉายไปด้วยหากข้างนอกมืดแล้ว ระหว่างทางอาจจะเจออะไรแปลกๆเช่นไฟตามทางเดินกระพริบ รู้สึกหนาวๆ หรือได้ยินเสียงเหมือนมีคนเรียก ไม่ต้องสนใจ

*ห้ามทำรูปปั้นแตกเด็ดขาด*

19. หากคุณไม่ได้มีสัมผัสที่หก หาได้ยากที่คุณจะเห็นวิญญาณแบบชัดๆถ้าไม่ได้ทำผิดกฎข้ออื่น แต่สิ่งที่คุณมีโอกาสได้เจอและน่ากลัวกว่าการพบวิญญาณคนอื่น คือการที่คุณเปิดห้องมาแล้วพบว่า ’ตัวเองอีกคน’ นั่งยิ้มอยู่ในห้องก่อนที่จะเลือนหายไป ตลอดการทำหอพักที่ผ่านมาเคยเจอเหตุการณ์นี้เพียงแค่ 3 ครั้ง คนที่เจอตัวเองอีกคนมักจะเจอเข้ากับอุบัติเหตุ คนแรกถูกรถชนจนขาหัก 2 ข้าง คนที่สองย้ายออกจากหอแต่ได้ยินข่าวว่าลิฟท์ตกบาดเจ็บสาหัส คนสุดท้ายเจออุบัติเหตุเหมือนกันแต่ก็ปลอดภัยดีหลังจากเราพาไปทำบุญบริจาคโลงศพ เราไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นวิญญาณร้ายหรือต้องการเตือนกันแน่ แต่ควรแจ้งผู้ดูแลให้เร็วที่สุด

คำเตือน หากคุณเป็นคนเก็บตัว โปรดเข้าใจด้วยว่ามีความลึกลับอย่างหนึ่งของที่นี่ คือหากคุณใช้เวลาอยู่แต่ในห้องคนเดียวนานเกินไป คุณอาจจะเริ่มมีสัมผัสที่หกที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ หากคุณไม่ต้องการจะเห็น การใช้เวลาข้างนอกหอพักเป็นเวลาติดต่อกัน 5 ชั่วโมงก็มากพอแล้ว

กฎไม่สามารถพิมพ์ออกมาแปะอย่างเปิดเผยได้เพราะทุกครั้งมันจะมีรอยดำๆปรากฏขึ้นจนป้ายพังเสมอ หากพบเจอปรากฏการณ์อะไรแปลกๆ กรุณาแจ้งผู้ดูแลหอพักเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ เรามีกลุ่มไลน์หอพักที่เอาไว้อัพเดตเหตุการณ์ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ขอให้คุณโชคดี

ใน 3 เดือนแรกยังไม่ต้องจ่ายค่าที่พักเพราะหักจากค่ามัดจำแล้ว

ปล. ID ไวไฟ คือ เลขห้องของคุณตามด้วยวันเกิดเดือนเกิดเป็นเลข 2 หลัก (ววดด) ส่วนรหัสไวไฟคือ เบอร์โทรที่คุณแจ้งกับหอพัก

เรื่องเล่าโดย : MiLd Ppm (https://www.facebook.com/mhainoai)

ลิงก์เรื่องเล่า : https://youtu.be/80jnRXBNYiI

เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ ผมคิดว่าหลาย ๆ คนคงชอบเรื่องราวที่ผมรวบรวมมาให้ ไม่มากก็น้อยแหละครับ แต่ผมก็หวังว่าเพื่อน ๆ จะชอบเรื่องราวสยองขวัญเกี่ยวกับ “กฎ” สุดประหลาด ถ้าเพื่อน ๆ ชอบเรื่องสยองขวัญกัน ไว้มีโอกาสผมจะรวบรวมเรื่องเล่าสุดสยองในแบบอื่น ๆ มาฝากเพื่อน ๆ กันอีก

หากเพื่อน ๆ มีความคิดเห็นหรืออยากพูดคุย ก็สามารถเข้ามาพูดคุยกันที่แฟนเพจของ ReviewHub กันได้เลยนะครับ นอกจากเรื่องราวดี ๆ ที่ได้เอามาฝากแล้ว ตัวผมเองก็ยังมีเกมอีกมากมายที่อยากจะแนะนำเพื่อน ๆ ให้ได้เล่นสนุกกัน ทั้งเล่นเกมได้เงินจริง และยังสนุกตื่นเต้นอีกด้วย ถ้าไม่อยากพลาดความสนุกล่ะก็ กดสมัคร กันเข้ามาได้เลยนะคร้าบบบบ

อ่านบทความเกี่ยวกับ 13 ไอเดียลายเล็บฮาโลวีนสุดหลอน

สอบถาม